คู่มือเตรียมตัวเพื่อการอยู่ญี่ปุ่นเกิน 1 เดือน (ในฤดูหนาว) April 2, 2008
Posted by 9pass in เรื่องเล่า Tokyo.2 comments
1. เตรียมครีมทาผิว ไว้ทาผิวหลังอาบน้ำเสร็จทันที ไม่งั้นผิวจะแห้งแตกภายใน 1-2 สัปดาห์
2. เตรียมครีมทามือ หลังล้างมือทุกครั้ง ไม่งั้นมือจะแตกแดงภายใน 2 สัปดาห์
3. เตรียมครีมไว้ทาหน้า หลังล้างหน้าทันที ไม่เช่นนั้นหน้าจะลอก หรือแพ้ ได้เช่นกัน
4. ซื้อที่กรองน้ำ กรณีที่ที่พักไม่มีที่กรองน้ำให้ เนื่องจากที่ญี่ปุ่นไม่มีตู้หยอดเหรียญกดน้ำให้ และน้ำก็แพงและหายากมาก ๆ ขวดละประมาณ 100 yen ขึ้นไป ปัจจุบัน (เดือนเมษายน ปี 2551) เครื่องกรองน้ำของยี่ห้อ National จะค่อนข้างถูกสุด อยู่ที่ 3000 yen นิด ๆ ใช้กรองน้ำได้ 10 ลิตร จำนวน 90 วัน หรือ 3 เดือน จากนั้นก็ให้เปลี่ยนใส้กรองใหม่ราคาประมาณ 1000 yen ในอีก 3 เดือนข้างหน้า …
5. กรณีมาใหม่ ๆ และต้องเดินทางหาที่พัก หรือไม่รู้จุดหมายที่แน่นอน ให้เตรียมรองเท้าผ้าใบที่ใส่เดินสบาย และผ้ายืดรัดน่อง เพราะหนทางข้างหน้าไม่แน่นอน .. อาจจะต้องเดินจากขาโป่งก็เป็นได้ … แต่หลังจากชินแล้วก็จะดีเอง
6. กรณีอยู่เกิน 3 เดือน ให้เตรียมรูปขนาด 3.5 x 4.5 ซ.ม. เพื่อไปทำบัตรเอเลี่ยนการ์ด .. แต่อย่างไรก็ตามสามารถไปถ่ายตามตู้ที่ตั้งไว้ในรถไฟใต้ดินได้เหมือนกัน ราคาค่าถ่าย 6 รูป (1 ใบ) อยู่ที่ 500 – 1000 yen ยังไงก็ตามควรแต่งหน้าทำผมก่อนลงมือถ่าย บางตู้จะสามารถถ่ายใหม่ได้หลายครั้ง บางตู้จะถ่ายใหม่ได้แค่ 2 ครั้ง และตู้ที่ใกล้สำนักงานเขตที่ต้องไปทำเอเลี่ยนการ์ดจะแพงกว่าตู้ทั่ว ๆ ไป ที่สำคัญตู้ส่วนใหญ่จะเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ก็พอเดาได้ไม่ยากนัก
to be continue…
Bye Bye Pei March 29, 2008
Posted by 9pass in เรื่องเล่า Tokyo.add a comment
เนื่องจากน้องที่บ้านพัก นามว่าเฟ (Pei) ย้ายออก เลยมีการถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันหน่อย
Because of Pei, the younger chenese friend at my place had to move out; we would take the photo together on March 28th.

เรียงตามรูป ได้แก่ คุณพี่ด็อง (ทำไมรูปถ่ายตาตี่ชะมัดเลยฟร่ะ) คุณน้องไมล์ส (น้องของไมล์สเป็นดาราด้วย) และ คุณน้องเฟ ที่ย้ายออก
This pic composes of K.P’Dong (why his eye look small in this pic pha~), K.Nong Miles (His one brother is an actor) and K.Nong Pei (who was moving out), respectively
คนอื่น ๆ หายไปไหน!!! ทะมายถ่ายกันอยู่แค่นี้ … คนอื่น ๆ ยังไม่กลับมาหนะสิ และจริง ๆ มันก็ทีอยู่แค่ 5-6 คน เท่านั้นแหละ
And where are other people?
Actaully, we have only 5-6 people in this place and other people hadn’t been here at that time.
น้องเฟไม่อยู่และ .. คิดถึงชะมัดเลย ปกติป๋มจะทำงานอยู่บริเวณนี้แหละ แล้วน้องเฟ น้องไมล์ส และเจ๊โมนิก้า ก็จะออกมาเข้าห้องน้ำหรือหาของกินกันเป็นประจำ โดยเฉพาะน้องเฟเป็นขาประจำเข้าห้องน้ำทีเดียว … มันไม่อยู่แล้วเหมือนวงจรคนเปิดประตูมาทักทายหายไป .. ฮ่า
Nong Pei ‘ve already left. I used to say hello with Pei at night when I was working on the living room and he wanted to use our rest room. I also say Hi with Miles and Monica but saying with Pei is more usual. After he left, my night life is more silent a bit from before.
ขอให้โชคดีคับน้อง
Good Luck Nong Pei.
ไข่ กับ ไก่ (Egg and Chicken) March 29, 2008
Posted by 9pass in เรื่องเล่า Tokyo.add a comment
ไข่ที่โตเกียวนี่ก็แพงใช่ย่อย แพ็กนึง 10 ฟองก็ปาไปสองร้อยกว่าเยน (เจ็ดสิบกว่าบาท) เฉลี่ยแล้วฟองละเกือบ 7 บาท ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับร้านที่ซื้อด้วย ตัวอย่างเช่น ไข่จาก supermarket ราคาประมาณแผงละ 250 เยน ก็ถือว่า่แพงทีเดียว แต่หากไปซื้อไข่ตามร้านขายผักจะอยู่ที่ประมาณร้อยห้าสิบเยน หรือสี่สิบกว่าบาทซึ่งพอ ๆ กับบ้านเรา ส่วนเนื้อสัตว์ส่วนใหญ่จะค่อนข้างแพงขีดละเป็นร้อย (เยน) … ถ้าเป็นไปได้ควรไปซื้อที่ตลาดเลยจะถูกกว่า ขีดละไม่เกินร้อย (เยน) ด้วยเหตุอันนี้จึงดั้งค้นไปซื้อเนื้อหมู และเนื้อไก่จากตลาดที่อุเอโนะ เพราะได้ปริมาณมากกว่าในราคาเท่ากัน เย้!!
Egg price in Tokyo is a bit expensive. 10 eggs cost around 250 yen (60-70 baht). Averaging only one egg is around 7 baht.. but It depends on the shop we can find and buy. For example, a pack of egg from some supermarket will cost us only 250 yen, It’s a little expensive but if you buy eggs from the vegetable shop, It will cost around 150 yen. For any meat; please buy them from the market, It will be cheaper.
สำหรับครื่องปรุง ของสดที่ใช้ทำอาหารไทย .. ไม่ว่ายังไงก็แพงกว่าราคาที่ไทยเกือบ 3-4 เท่าทั้งน้าน.. (ก็เค้าขนผ่านเครื่องบินมาชะม่ะ?) อยากกินอาหารไทยก็อดใจรอกลับไปกินที่บ้านดีกว่าคับ
Anywhere, for Thai condiment, the price alway costs 3-4 times from thai price.. (may because of airplane fee). If I want to eat thai foods, I will have to wait until I be back to thailand .. I guess that.. ha ha ha
ปิดท้ายด้วยเมนูไข่กับไก่
Finish with Egg and Chicken menu. (Please see the picture in below.. I’m too lazy to describe them… ho ho ho… very sleepy now.. because I waked up at 1 a.m. today =_=)

ไข่ตุ๋นตามรูปนี้ กำเนิดจากการที่บ้านพักไม่มีซึ้งนึ่ง เลยจัดการตอกไข่ใส่จานเติมซอสปรุงรสและน้ำลงในไข่พอประมาณ วางในหม้อธรรมดาที่ใส่น้ำเตรียมไว้แล้ว เปิดไฟเตาแก๊ส แล้วก็หาจานมาปิดปากหม้อแง้มไว้สักเล็กน้อย รอจนดูท่าทางเหลืองอร่าม ก็กินได้ หมายเหตุ เพิ่งรู้ว่าถ้าใช้ไอ้ที่ตีไข่ (ฝรั่งเรียก whisk) มาตีไข่ (ฝรั่งเรียกการกระทำนี้ว่า whisk เช่นกัน) จะทำให้ไข่ออกมาสวยงามไม่มีฟองอากาศ โอ้ว .. (โง่นิหว่าเรา)

รายการต่อไปอันนี้เป็นซุปไก่สูตรที่บิดาเคยทำให้รับประทานเมื่อครั้นยังอยู่ที่บ้าน (ที่บ้านมีซุปไก่สองสูตร คือ สูตรบิดา กับ สูตรมารดา ซึ่งต่างกันที่ความเข้มข้น) สูตรที่ลอกเลียนบิดามาดังกล่าวไม่รู้ว่ามั่วนิ่มรึเปล่า แค่จำได้เลา ๆ ว่าให้ใช้น้ำน้อย ๆ มาต้มไก่ที่หมักไว้แล้ว จากนั้นนำมะเขือเทศผ่าครึ่งไปต้มรวมกัน บี้มะเขือเทศเล็ก ๆ ให้เข้าไปรวมกับน้ำ ต้มไปพร้อม ๆ กับมันฝรั่ง และแครอท (จริง ๆ ต้องมีหัวหอมด้วย แต่ไม่ได้ซื้อมา) ใช้ไฟปานกลาง ปรุงนิดหน่อยด้วยซีอิ้วขาวสูตรญี่ปุ่น … แล้วก็ต้มไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมันและแครอท เริ่มนิ่ม .. เสร็จสรรพก็กินได้ทันที สำหรับซุปไก่แครอทมันฝรั่งอันนี้ ก็ทำไว้กินได้ 2 มื้อ (ไก่ 5 ขา) … แต่ไอ้รูปที่เอามาโชว์มันถูกกินไปแล้วเมื่อตอนมื้อกลางวัน
จบแล้วราตรีสวัสดิ์
Bye Bye .. Have a good meals!!
Farewell and Welcome party Wed 19th March March 21, 2008
Posted by 9pass in เรื่องเล่า Tokyo.add a comment
เนื่องจากที่ Lab ของ Prof. คิตาโมโตะ มีคนจบโปรเจ็คออกไป (ชาวญี่ปุ่น 2 คน) กับมีคนเข้ามาใหม่ (กระผม เพื่อนชาวจีน และเพื่อนชาวบราซิล) ทาง Prof. จึงถือโอกาสจัดเลี้ยงไปพร้อม ๆ กันทีเดียว
หลังจากจบ Meeting ของ Lab DSP (Digital Silk Road Project ~ มั้ง ถ้าจำไม่ผิด ส่วนตัวกระผมอยู่แล็บที่เกี่ยวกับภาพถ่ายดาวเทียมของพายุใต้ฝุ่น) ก็นัดเจอกันเวลาประมาณ 17.45 น. (ที่ประเทศญี่ปุ่น) โดยมีผู้ร่วมเดินทางราว ๆ 11 ท่าน
หลังรวมตัวกันครบแล้วก็พากันสาวเท้ามุ่งไปยังร้าน 炉端焼 BECO SHNIN ซึ่งไม่ไกลจาก NII ที่กระผมทำงานอยู่นัก (ทางออก A6-A8 สถานี Jimbocho)
มาดูบรรยากาศในร้านกันสักหน่อย

หลังจากเช็ดมือกันได้ไม่กี่อึดใจ อาหารก็เริ่มทะยอยมาเรื่อย ๆ .. เริ่มต้นที่ปลาดิบ .. ต่อมาด้วยปลาดิบ .. และก็ปลาดิบ จากนั้นก็เป็นบาบีคิวเนื้อเสียบไม้ เรียงตามมาด้วยเนื้ออีก 2 ชุด!?
อาหารการกินของกระผม (Meals) March 21, 2008
Posted by 9pass in เรื่องเล่า Tokyo.add a comment

อันแรกขอประเดิมด้วยช็อคโกแลตราคา 88 เยน .. ตีเป็นเงินไทยก็ประมาณ 28 บาท ปกติขายอยู่ที่ 7-11 ที่บ้านกระผม มันมากกว่า 30 บาท .. กระผมเลยกวาดมา 2 แท่งเหนาะ ๆ
Firstly, the chocolate, their price is only 88 yen .. if you change the price to thai baht, It will be around 28 baht. And normally, the 7-11 at my country costs one more than 30 baht .. well I was glad to take 2 bars of them.

อันนี้เป็นข้าวกล่องเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (ซื้อกล่องข้าวมาจาก muji) ทำไว้กิน 2 มื้อ กลางวันเย็น .. แต่เย็นไม่อิ่มอะ ต้องต้มข้าวต้มกินกะหมูหยอง .. เอิ๊ก กว่าจะอิ่ม
This is my rice box (I don’t know this word in English but I translate it from Thai). I bought it from Muji and This is my lunch on Wednesday. (more…)
พิมพ์ภาษาไทยได้แล้วคับพี่น้อง March 21, 2008
Posted by 9pass in เรื่องเล่า Tokyo.add a comment
หลังจาก โง่ว์ มาหลายวัน กลุ่มใจที่หาพิมพ์ภาษาไทยได้ไม่
.. และแล้วก็เอาฟอนท์ไทยมาลง (TIS620) ตอนโหลดมายังเป็นภาษาญี่ปุ่นอยู่เลย
จากนั้นก็ install คีย์บอร์ดภาษาไทย โดยการงมไปมั่ว ๆ กัึบภาษาญี่ปุ่น
โดยเข้าไปที่ control panel แบบระบบปฏิบัติการ vista (ภาษาญี่ปุ่นจริง ๆ ไม่มีอังกฤษสักกะตัว)
แต่พอได้ลองจิ้มมาหลายวันเลยรู้ว่ามันอยู่ตรงไหนบ้าง ก็จิ้ม ๆ กันไป
อีกประการหนึ่งคำว่า ไทย ในระบบปฏิบัติการญี่ปุ่นมันก็เป็นภาษาญี่ปุ่น
เลยใช้ www.google.com/translate_t แปลคำว่า thai เป็นภาษาญี่ปุ่นซะ.. ซึ่งก็ได้มาว่า タイ ออกมา
แล้วก็ไล่หาดูว่าไอ้ตัวนี้มันอยู่ตรงไส เวลา install keyboard
พิมพ์ไทยได้!!! ฮู้แล่ ..
แค่ต้องพิมพ์สัมผัสเอาเท่านั้นเอง
ส่วนเวลาเปลี่ยนแป้น keyboard ก็กดตามที่ระบบปฏิบัติการตั้งไว้ เช่น ตอนนี้ใช้ Alt + Shift เป็นต้น
เอาหละ .. วันนี้พอแค่นี้ก่อน
ระดับความยากในการทำ .. ปานกลาง เกือบยาก และเกือบง่าย
20 มีนาคม วันหยุดของญี่ปุ่น (แต่วันไรก็ไม่รู้แฮะ) March 21, 2008
Posted by 9pass in เรื่องเล่า Tokyo.1 comment so far
หลังจากมาถึงประเทศที่เรียกในภาษาบ้านกระผมว่า ญี่ปุ่น แต่บ้านอื่นเรียกเจแปน เกือบสองสัปดาห์มาแล้ว .. ก็เพิ่งจะได้พิมพ์ภาษาของชาติตัวเองยาว ๆ ซะที
ดีใจชะมัดเลย ฮ่า ๆๆ
ก่อนอื่นขอเล่าย้อนหลังกลับไปประมาณเกือบสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อครั้นที่เครื่องบินลงจอด ณ ประเทศญี่ปุ่น
สิ่งที่รู้สึกก็คือ .. หูอื้อหว่ะ (เหมือนคราวที่นั่งจากขอนแก่นไปกทม. อย่างไรอย่างนั้น)
แล้วก็อื้ออยู่เป็นวันด้วย .. อาการประมาณว่า ถ้าหาวแล้วจะเจ็บแก้วหู อ้าปากกว้าง ๆ แล้วจะมีเสียงดังกรอบ ๆ ที่หู .. น่ากั๊วน่ากลัว
สายการบินที่พาข้าพเจ้ามาสู่จุดหมายประเทศญี่ปุ่นก็คือ Northwest Airline ซึ่งอันที่จริงจะไปลงยังซานฟานซิสโกแต่มาแวะจอด หรือ เวีย (via) ที่ญี่ปุ่นก่อน ประมาณว่าเกาะเค้ามายังไงหยั่งงั้นทีเดียว
สนนราคาค่าเครื่องบินไปกลับก็อยู่ที่ประมาณ 18 500 บาท ถูกโคตร..(โปรดอย่าอิจฉา)
เอาหละหลังเหยียบญี่ปุ่นแล้วก็ประเดิมด้วยการเข้าไปใช้บริการห้องน้ำของสนามบินนาริตะ .. ซึ่งไม่มีอะไรมาก แค่ไฮเทคอย่างที่หนังสือเที่ยวญี่ปุ่นส่วนใหญ่เขียนไว้เท่านั้นเอง
จากนั้นก็ต้องต่อแถวเพื่อตรวจการเข้าประเทศ ซึ่งจะต้องกรอกข้อมูลในใบที่แอร์โฮสเตสแจกบนเครื่องบินให้เรียบร้อยก่อนยื่น
สำหรับใบที่ให้กรอกจะเป็นใบที่ถามว่าได้พกอาวุธ ยาเสพติด หรืออื่น ๆ ที่ห้ามไม่ให้นำเข้าไปหรือไม่ เคยถูกไม่ให้เข้าประเทศ หรือไม่ อะไรแนว ๆ นี้
(.. เออ ก็สงสัยว่าจะมีใครกรอกว่า มี บ้างมั้ยคับพี่น้อง ..)
นอกจากนั้นก็ต้องกรอกข้อมูลที่พัก วันที่กลับ จุดประสงค์ที่มาให้สมบูรณ์ (เค้าคงกลัวเราหลงทาง หรือไม่มีที่พักจริง ๆ นั่นแหละ)
ถ้ากรอกใบเรียบร้อย พูดคุยกะเค้ารู้เรื่อง ก็ผ่านสบายไร้กังวล (ของป๋มประมาณ 3 นาทีก็ผ่านฉลุย)
มีพี่คนนึงมีเยี่ยมน้องตัวเองที่ญี่ปุ่น แต่จำที่อยู่ของน้องไม่ได้ แล้วก็พูดอังกฤษไม่ค่อยได้ .. (คนญึ่ปุ่นพูดอังกฤษฟังยากอยู่แล้ว) เลยถูกพาไปห้องสอบสวน (ชื่อน่ากลัวจริง ๆ) แต่ก็ไม่มีอะไรมาก(มั้ง-พอดีต้องรีบไปไปเช็คอินเข้าที่พัก เลยไม่ได้รอฟังผล)
ผ่านด่านแล้วก็มารับกระเป๋า (ขนมาม่า(เอามาทั้งโคตร) โจ๊ก อาหารไทย แล้วก็ใส่ ถุงนอนมาด้วย) กระเป๋าใบโคตรจะโต แล้วก็มีกระเป๋าน้อยอีก 2 ใบ .. หลังแทบหักหนักมั่ก ๆ .. ก๊าก ๆๆๆ
จากนั้นก็จะมีตรวจกระเป๋าทั้งหมดอีกรอบก่อนออกจากสนามบิน ..
เจ้าหน้าที่ก็เปิด .. โป๊ะ .. โอ๊ะ!!! มาม่า .. โจ๊ก … อาหารเต็มกระเป๋า
เค้าก็หัวเราะ เปิดดูเพียงกระตื๊ดเดียว (อาจเพราะใบที่กรอกบอกไปว่า to study)
แล้วก็ให้ผ่านไป ถ้าพกมะม่วง เงาะ ทุเรียน มาก็คงสบายไปแล้ว .. ไม่น่าเลย (อ้อ พวกน้ำพริก น้ำสลัด ถูกยึดไปก่อนมาญี่ปุ่น เพราะจริง ๆ เค้าห้ามหิ้วขึ้นเครื่อง .. แต่ให้โหลดใต้เครื่องแทน .. เอวัง เศร้าจริง ๆ)
จากประสบการณ์ที่ผ่านมาขอให้ทุกท่านระลึกไว้ดังนี้
1. รถไฟใต้ดินที่ญี่ปุ่นบางสถานีอาจไม่มีลิฟหรือหาลิฟยาก
2. รถไฟใต้ดินที่ญี่ปุ่นบางสถานีมีเฉพาะทางขึ้น หรือทางลงบันใดเลื่อนเท่านั้น ตามเวลาทำงาน
3. ถ้าไปรถไฟใต้ดิน อาจจะต้องแบกกระเป๋าขึ้นลงบันไดที่ถูกหลายชั้น และต้องเดินนานมากกว่าจะไปถึงทางออกของสถานีรถไฟ (ต่างกับบ้านเราอย่างแรง)
4. นึกแล้วเมื่อยขึ้นมาทันทีเลย .. อ่า
เอาหละด้วยเหตุนี้จึงแนะนำให้ลองวิธีใดวิธีหนึ่งต่อไปนี้
1. ขึ้นลีมูซีน (แต่แพงชะมัด ประมาณ 3000 เยน)
2. ขึ้นแท็กซี่ (แพงหนักยิ่งกว่าเก่า)
3. ฝึกยกน้ำหนักก่อนมา เพื่อเตรียมแบกกระเป๋า
4. ทำหน้าตาหน้าสงสาร ให้หนุ่มญี่ปุ่นแบกกระเป๋าให้
5. พยายามพักให้ใกล้สถานีที่เป็นพวก air terminal
6. พยายามหาทางขึ้น/ลง แบบบันใดเลื่อน หรือลิฟให้ได้ก่อนเดินออกไป เพราะบันใดรถใต้ดินญึ่ปุ่นไม่เคยปราณีใคร
7. หากระเป๋า 4 ล้อ ที่ลากง่าย ๆ หรือเตะให้กลิ้งลงบันใดได้
8. ถ้ามาถึงตอนเช้า บันใดรถไฟใต้ดินส่วนใหญ่จะลง .. ซึ่งต้องแบกกระเป๋าขึ้น แต่ถ้ามาถึงตอนเย็น บันใดส่วนใหญ่จะขึ้น ให้เตะกระเป๋าลง
9. นอนสนามบินไปก่อน รอมาม่าเริ่มหมด กระเป๋าเริ่มเบาแล้วค่อยออกไปหาที่พัก
เอาแค่นี้ก่อน .. ราตรีสวัสดิ์
3.00 ประเทศไทย
5.00 ญึ่ปุ่น