มหาอาณาจักรฮั่น

สมัยราชวงศ์โจวตะวันออก (ยุคชุนชิว, จ้านเก๋ว) -> ขณะนั้นฉินปกครองโดย จูโหว (เป็นกง-เจ้าพระยา; ไม่ได้มีศักดิ์เป็นอ๋อง-ผู้ครองนคร) และยังล้าหลังกว่าอาณาจักรอื่น ๆ

ปลายยุคราชวงศ์โจวตะวันออก หรือยุคจ้านกั๋ว -> ผู้ครองแคว้นต่าง ๆ ตั้งตนเป็นอิสระอำนาจแห่งราชวงศ์โจว เกิดภาวะสงครามแย่งชิงดินแดน จนเหลือ 7 แคว้น ได้แก่ ฉิน ฉู่ หาน จ้าว เว่ย ฉี เยียน (หรือเรียกกันว่าเจ็ดขุนศึกแห่งจ้านเก๋ว)
ต่อมาในยุค ฉินเซี่ยวกง (361BC) แห่งแคว้นฉิน โดยมี ซางยาง หรือกงซุนยาง เป็นผู้พลิกฐานะแคว้นฉินให้กลายเป็นแคว้นที่ยิ่งใหญ่อันดับหนึ่งใน ยุคจ้านกั๋ว
ปลายยุคจ้านกั๋ว -> อิ๋งเจิ้น (จิ๋นซีฮ่อนเต้) สามารถรวมดินแดนจีน และรวมอำนาจศูนย์กลางการปกครอง -> โดยใช้การปกครองใช้ระบบศักดินาแบบสหพันธรัฐ คือ เจ้าครองแคว้นมีอิสระในการปกครองตนเอง แต่อยู่ภายใต้การควบคุมของประมุขร่วมกัน ซึ่งเมื่อใดผู้นำอ่อนแอด้อยความสามารถ ก็จะเกิดความขัดแย้งระหว่างแคว้น เพื่อแข่งขันขยายอิทธิพล และรวมตัวกันโค่นล้มผู้นำเดิมแสวงหาผู้นำใหม่ เช่นเดียวกับอาณาจักรเซี่ย และอาณาจักรซาง

————————————

* ซางยาง : ในสมัยฉินเชี่ยวกง ซางยางเป็นขุนนางในสังกัด กงซุนฉัว เสนาบดีแคว้นเว่ย ซึ่งกงซุนฉัวได้โน้มน้าวให้เว่ยฮุ่ยอ๋อง ให้โอกาศซางยาง ได้แสดงฝีมือ แต่หาได้รับการเหลียวแล และก่อนกงซุนฉัวจะสิ้นชีวิตได้กำชับให้เว่ยฮุ่ยอ๋องใช้งานซางยาง หากไม่เช่นนั้นก็ให้สังหารเสีย แต่เว่ยฮุ่ยอ๋องไม่ใส่ใจ ซึ่งในขณะนั้นประจวบเหมาะกับที่ฉินเซี่ยวกงดำเนินนโยบายเปิดประเทศ ให้โอกาสผู้ที่ความสามารถจากแคว้นต่าง ๆ เข้ามาช่วยบริหารบ้านเมืองเพื่อให้แคว้นฉินก้าวหน้า ซางยางจึงมาฝากตัวที่แคว้นฉิน และได้รับการสนับสนุนจากฉินเซี่ยงกง เพื่อเปลี่ยนโฉมแคว้นฉินต่อไป

เดิมทีสังคมในยุคดังกล่าวยังมีการแบ่งชนชั้นวรรณะกันอย่างชัดเจน ฐานะของผู้ปกครองกับชาวบ้านนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คือเจ้าผู้ครองแคว้นเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ที่ดิน สิ่งมีชีวิตทุกอย่าง รวมถึงราษฎรในแคว้นด้วย เมื่อยามบ้านเมืองสงบ ราษฎรก็ตกอยู่ภายใต้การกดขี่จากบรรดาขุนนาง และเครือญาติที่ครอบครองที่ดิน เมื่อเกิดศึกสงคราม ราษฎรก็ต้องออกรบเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ครองแคว้น อีกทั้งระบบศักดินาในยุคชุนชิวจ้านกั๋ว เป็นการสืบสายวงศ์ตระกูลสู่ลูกหลาน ชาวบ้านทั่วไปยากจะได้เข้าไปรับใช้บ้านเมือง ส่วนบุคคลที่มีความสามารถ ก็จะได้รับการเลี้ยงดูจากบรรดาขุนนางชั้นสูง หรือที่เรียกกันว่า หยางซื่อ ซึ่งทำหน้าที่เป็นปรึกษาเพื่อให้คำแนะนำ คิดค้นกลยุทธ์แก้ไขสถานการณ์ยามเจ้านายมีปัญหา

ซางยาง เปลี่ยนระบบศักดินาเก่า ยกเลิกการสืบทอดตำแหน่งขุนนางสู่ลูกหลาน เป็นการคัดเลือกบุคคลตามผลงานและความสามารถ นอกจากนี้ยังสร้างความแข็งแกร่งให้กองทัพ โดยหากใครสามารถตัดศีรษะศัตรูมาได้หนึ่งคน จะได้เลื่อนขั้นหนึ่งระดับ ที่นาหนึ่งแปลง และบ่าวไพร่อีกจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้คนแคว้นอื่นเข้ามาทำไร่นา เพื่อเพิ่มผลผลิตให้กับกองทัพ ในส่วนกองทัพก็มีกฎที่เข้มงวด คือหากทหารฉินรบชนะข้าศึกจะมีรางวัลให้ หากแพ้กลับต้องถูกลงโทษ ซึ่งทำให้ทหารมาออกศึกด้วยความเต็มใจ ต่างจากแคว้นอื่นที่ทหารถูกเกณฑ์มา และเมื่อชนะศึก ผลงานก็ตกแก่แม่ทัพนายกองเท่านั้น ส่วนหากแพ้โชคดีไม่เสียชีวิตก็ต้องถูกลงโทษ

————————————

* จิ๋นซีฮ่องเต้ (อิ๋งเจิ้ง) อาณาจักรต้าฉิน เมื่อปลายยุคจ้านกั๋ว แคว้นฉินภายใต้การนำของฉินอ๋อง อิ๋งเจิ้ง ได้ประกาศศักดากรีธาทัพบุกแคว้นอื่น ๆ โดยเริ่มเข้ายึดแคว้นหาน ในปีที่ 230ก่อนคริสตร์ศักราช จนกระทั่งสามารถบุกแคว้นฉี จับอ๋องแคว้นฉีเป็นเฉลยได้ในปี 221 ก่อนคริสตร์ศักราช สงครามชิงอำนาจระหว่างขุนศึกแคว้นต่าง ๆ ที่ดำเนินมากว่า 500 ปีจากยุดชุนชิว จนถึงยุคจ้านกั๋ว จึงได้ปิดฉากลง เข้าสู่ศักราชยุครุ่งเรืองแห่งอาณาจักรต้าฉิน

ฉินอ๋อง อิ๋งเจิ้ง สถาปนาตัวเองเป็น ฉินสื่อหวาง หรือ จิ๋นซีฮ่องเต้ ซึ่งหมายถึง อาณาจักรต้าฉินจะเริ่มจากยุคของตน และเจริญรุ่งเรืองสืบทอดชั่วลูกชั่วหลาน แต่ในที่สุดอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้กลับล่มสลายลงอย่างรวดเร็ว สวนทางกับความปรารถนาของจิ๋นซีฮ่องเต้อย่างสิ้นเชิง

จากระบบกสิกรรมแบบพึ่งพาตัวเองแบบเดิม ก็ถูกทดแทนด้วยการใช้แรงงานเยี่ยงทาสอย่างโหดร้ายทารุณ เพื่อสร้างความอลังการให้กับอาณาจักร อาทิเช่น พระราชวัง เออฝางกง การบูรณาการและการขยายกำแพงเมืองจีน ซึ่งทำลายรากฐานเดิมของอาณาจักร จนสู่กาลล่มสลายของอาณาจักรฉิน ภายในรุ่นที่สองนั่นเอง

————————————

อาณาจักร์ฮั่น :
หลิวซิ่ง หรือ ฮั่นกวงอู่ตี้ สถาปนา ฮั่นตะวันออกขึ้นมาใหม่หลังฮั่นตะวันตกล่มสลาย
ฮั่นหมิงตี้
พระกาศยปมาตังคะ
พระธรรมรักษา
พระสูตร 42 บท -> อุ้ยเสี่ยวป้อ (กิมย้ง) คัมภีร์สี่สิบสองปรมัตถ์

(ยังไม่จบ.. เขียนไว้เมื่อนานมาแล้ว และลืมไปแล้ว -____- ต้องกลับไปค้นมาใหม่)

April 15, 2010 at 9:21 pm Leave a comment

secrets of the millionaire mind

[ข้อความนี้เขียนไว้เมื่อ 23 เมษายน 2552]

secrets of the millionaire mind
เป็นชื่อหนังสือเล่มหนึ่ง
ซึ่งฉบับแปลภาษาไทยมีชื่อว่า ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน

มีหนังสือหลายเล่มเขียนเกี่ยวกับ การเรียนรู้สู่ความร่ำรวย
อาทิเช่น Rich Dad, Good Luck, Wink and Grow Rich, The richest man in Babylon และอื่นๆ
ซึ่งทั้งหมด อาจเป็นงานเขียนที่สร้างแรงจูงใจ เพิ่มพูนมุมมองใหม่ๆ ให้ชีวิต…

ส่วนหนังสือเล่มนี้ ต่างออกไปเล็กน้อย (แต่ก็ยังคล้ายๆ กัน)
ในหนังสือเล่มนี้ เขียนขึ้นบนแนวคิดที่ใกล้เคียงกับหลักธรรมของพุทธศาสนาในบางส่วน
แต่ธรรมที่ว่าไม่ได้หมายถึงคุณงามความดี หากเป็นการใช้ ‘สติ’ มองความจริงของสิ่งต่างๆ
รวมถึงการสังเกตุความคิดความเชื่อของเราอย่างมีเหตุผล ซึ่งสิ่งที่สำคัญก็คือ การฝึกฝน ตัวตน

เช่นเดียวกับที่พุทธศาสนา … ฝึกจิตให้สูงขึ้น หรือมุ่งสู่การเป็นพระอริยะ
การร่ำรวย (มีอิสระทางการเงิน) ก็ต้องฝึกฝนจิตใจให้ตอบสนองต่อความร่ำรวยด้วยเช่นกัน

ในด้านล่างนี้ เป็นการสรุปเนื้อหาของหนังสือ สำหรับผู้ที่ไม่มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มดังกล่าว
โดยจะเรียงเป็นลำดับข้อ ตามที่สอดคล้องกับเนื้อหาในหนังสือ

…………

1. ทัศนคติเกี่ยวกับความรวย

มาจากการปลูกฝัง โดยประสบการณ์ ครอบครัว สังคม ไม่ใช่ของเรา..และเราเปลี่ยนได้
หากความเชื่อบอกเราว่า รวยแล้วยุ่งยาก ต้องจ่ายภาษี ทรัพย์สินที่หามาอาจสูญ ต้องทำงานหนัก เสียสุขภาพ อาจถูกปล้น คนอาจชอบเราเพราะเงิน ต้องรับผิดชอบเพิ่มขึ้น เหล่านี้จะเป็นสิ่งครอบงำความคิดให้เรา กลัว ที่จะรวย
หากเราพยายามสร้างฐานะ เพื่อพิสูจน์ว่าเราก็มีดีพอ ก็เหมือนใช้แรงทิฐิมานะ และ ความโกรธ เป็นตัวผลักดันไปสู่ความรวย
หากเราเชื่อว่า คนรวย รวยเพราะฉ้อโกง เอาเปรียบคนอื่น เราอาจกำลังมองความจริงเพียงด้านเดียวอย่ามี อคติ
(เช่น จากข่าวในสังคม จากคนรอบข้าง ที่ทำให้เราเชื่อแบบนั้น)
หากกล่าวโทษคนอื่น .. รัฐบาล สังคม นายจ้าง หัวหน้า ลูกน้อง บริษัท ครอบครัว
หากพยายามหาข้อแก้ตัว ด้วยเหตุอันสุดวิสัยนานา .. โอ้ยทำไม่ได้หรอก ฉันไม่เก่ง เงินไม่ได้สำคัญอะไร
หากบ่นถึงความยากลำบาก.. โอดครวญถึงโชคชะตาอันย่ำแย่ ก็เหมือน หลง ปล่อยใจไปตามโชคชะตา

… มาถึงตรงนี้ดูเหมือนจะต้องกำจัด โมหะ(ความหลง ความกลัว) โทสะ ทิฐิมานะ อคติ ออกไป
และทุ่มเทให้การพัฒนาจิตใจ พอๆ กับทุ่มเทให้แก่ความร่ำรวย

2. ระดับการมองปัญหา
หากขนาดใจของเราใหญ่ ปัญหามันก็จะเล็ก
เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกว่าปัญหาใหญ่ … เปล่าเลย ปัญหาอาจไม่ได้ใหญ่โตอะไร
เพียงแต่ตัวและใจของเราต่างหากที่มีขนาดเล็ก!
… มีสติที่มันคง ไม่ยึดติดตัวตน(เพราะไม่มีอะไรเป็นของเรามาก่อน) เข้าใจในกฎการเปลี่ยนแปลง
ตัวเราก็จะใหญ่ขึ้นอีกเยอะ

3. ฝึกเป็นผู้รับที่ดี
เชื่อว่าเรามีค่าควรแก่การได้รับ และเต็มใจพร้อมที่จะเป็นผู้รับ จากทุกการให้อันดี
เช่น เมื่อคนชม…ก็รับคำชมนั้นด้วยความขอบคุณอย่างจริงใจ (อาจไม่ต้องหาเรื่องกล่าวชมกลับไป)
ทำนองเดียวกับเมื่อมีคนให้โอกาสให้เงินให้อำนาจที่เหมาะสม ก็ควรรับไว้โดยมั่นใจว่าเราสมควรได้รับสิ่งนั้นแล้ว
… เป็นผู้รับ..และผู้ให้อย่างเต็มที่

4. มองหาโอกาส (มากกว่ามองอุปสรรค..หรือมองอุปสรรคให้เป็นโอกาส)
เตรียมตัว…ศึกษาข้อมูลอย่างชาญฉลาด (ด้วยลู่ทางที่ง่ายและรวดเร็วกว่า)
อดทนและกล้าที่จะดำเนินการตามแผนที่ตั้งใจ
… หากมองแต่อุปสรรค จักไม่เห็นดวงดาว (เน่าหว่ะ..)
เอาใหม่ๆ ถ้ามอง(ว่าเป็น)อุปสรรค จะไม่พบ(ว่าเป็น)โอกาส .. ประมาณนั้น

5. พยายามเลือกรับเงินตามผลงาน มากกว่าระยะเวลาที่ทำ
เพราะไม่มีคนที่รวยจากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว (อันนี้เบสิก)
การทำงานตามระยะเวลา กินเงินเดือน อาจจะให้ความมั่นคง แต่ไม่ใช่ความมั่งคั่ง

6. ทำให้ได้ทั้งสองอย่าง
เช่น .. ร่ำรวยด้วย มีน้ำใจดีด้วย
ทำงานให้ได้เงินด้วย มีความสุขไปด้วย
ทำสิ่งที่ถนัด และชอบพร้อมกัน
เหมือนการสร้าง อุดมการณ์ ความฝัน ความจริง บนสิ่งเดียวกัน
(ถ้าคิดว่าเป็นไปไม่ได้…กลับไปอ่านข้อ 1. อีกรอบ)

7. ปัจจัย 4 แห่งมูลค่าทรัย์สิน
- รายได้ : แบ่งเป็นรายได้จากการทำงานที่ลงแรงและเสียเวลา กับรายได้งอกเงยที่ได้มาโดยไม่ต้องเสียเวลาทำงานเอง
- เงินเก็บ : เก็บไว้เพื่อลงทุนสร้างรายได้งอกเงย หรือเพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน
- การลงทุน : ** ต้องไปศึกษาว่าจะลงทุนกับอะไร ให้มันงอกเงย เพิ่มมูลค่า เอาเองนะจ๊ะ
- ชีวิตที่เรียบง่าย : หากเลือกใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ก็ย่อมมีเงินเก็บเพื่อลงทุนเพิ่มขึ้น
เอา..ลุยๆ

8. บริหารเงินให้เก่ง
ในหนังสือแนะนำให้จัดการเงินทองดังนี้
1. เปิดบัญชีอิสรภาพทางการเงิน 10% จากรายได้ทั้งหมด หลังหักภาษี
สะสมเป็นเงินทุน ทำให้งอกเงยเพื่อการเกษียณ
2. หากระปุกอิสรภาพทางการเงิน ไว้หยอดเหรียญหรือแบ้งย่อยทุกวัน
ย้ำเตือนความสนใจทางการเงินอย่างสม่ำเสมอ
3. เปิดบัญชีเงินใช้เล่น (หรือกระปุกอีกใบ) บรรจุ 10% ของรายได้ทั้งหมด ไว้ถลุงเล่นเดือนละครั้ง
เขาบอกว่าจะช่วยให้ผ่อนคลาย มีความรู้สึกเป็นผู้รับเต็มที่ และจะได้เคยชินกับอิสระทางการเงิน
** หมายเหตุ ควรใช้ให้หมดอย่าให้เหลือทุกเดือน
จากนั้นเปิดบัญชีอื่นๆ อีกดังนี้
- บัญชีเงินออมระยะยาวเพื่อการใช้จ่าย 10% – พวกบ้าน พวกยานพาหนะ น่าจะรวมอยู่ในนี้ (รึเปล่า? ใครรู้บอกที)
- บัญชีเพื่อการศึกษา 10% สำหรับไว้ใช้อบรม ซื้อหนังสือ หรือเข้าครอสเรียนต่างๆ
- บัญชีเพื่อการใช้จ่ายที่จำเป็น 50% เอาไว้ใช้จ่ายทั่วไปในชีวิตประจำวัน
- บัญชีเพื่อการให้ 10% สำหรับบริจาค เป็นผู้ให้อย่างเต็มที่
อย่างไรก็ดี..สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะสมกับอุปนิสัย หรือเป้าหมายที่วางไว้
เช่น หากเป็นพวกกินน้อยใช้น้อย ก็ลดค่าใช้จ่ายจำเป็น และบัญชีเงินใช้เล่น
มาเก็บเป็นบัญชีอิสรภาพทางการเงินเพิ่มแทน

9. ให้ทำงานหนักเพื่อตัวเอง (หรือคนอื่น) .. อย่าทำงานหนักเพื่อเงิน
จริงๆในหนังสือ ไม่ได้มี ‘เพื่อคนอื่น’ ด้วย
แต่คิดว่าหลายคนอาจไม่ได้อยากรวยเพื่อตัวเอง(ในความเป็นชาวพุทธและคนไทย)
เพียงแค่อยากรวยเพราะหวังจะช่วยคนอื่น..หรืออยากเปลี่ยนแปลงให้สังคมดีขึ้น(รึเปล่าฟร่ะ)
“ทำงานหนักเพื่อให้ได้เงิน แล้วทำเงินนั้นให้งอกเงย” .. เป็นคติพจน์ของหัวข้อนี้
การทำงานได้เงินมาอาจไม่ได้ง่าย (ต้องใช้ความรู้ความสามารถ)
แต่การจัดการเงินที่ได้มา..ยากกว่า  (ต้องใช้สติปัญญา)
ทั้งนี้ทั้งนั้น ค่าเงินบาท รายได้ และรายจ่าย อาจเป็นอุปสรรคต่อหลายๆ อย่าง (อุปสรรคจริงๆ ไม่ใช่โอกาสเลย 55)
เงินเดือนเฉลี่ยพนักงานบริษัท 25,000 บาท
ราชการ 10,000 บาท
ข้าวจานปลาอาหารวันละเป็นร้อย
ค่ารถ หรือค่าผ่อนรถ หรือเติมน้ำมัน
ค่าเช่าบ้าน หรือผ่อนบ้าน
ค่าเทอมลูก
ค่านู่น ฆ่านี่..
ขายข้าวแกงดีกว่ามั้ยพี่น้อง – ทำเองกินเองประหยัดข้าว (ล้อเล่น)
จบๆ .. เปลี่ยนเรื่อง

10. มุ่งไปข้างหน้าแม้หวาดกลัว
เมื่อคิดแล้วก็ลงมือทำซะ แม้มันจะดูยากลำบาก
พอทำได้แล้ว สิ่งที่ยากก็จะกลายเป็นแค่เรื่องธรรมดา
ขยายอาณาเขตความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจ
โดยใช้ความกล้าเผชิญหน้ากับความกลัว ความอึดอัด ความลังเล ความไม่ชอบใจ ของสิ่งที่กำลังจะทำ
เมื่อจัดการกับความรู้สึกเหล่านั้นไปได้ .. ขอบเขตความสบายก็จะถูกขยาย
นอกจากนี้ต้องคิดอย่างทรงพลัง ไม่ใช่คิดบวกหรือลบ
การคิดอย่างทรงพลังคือการตระหนักว่า ความคิดความเชื่อเป็นเพียงข้อมูลที่เรามีเท่านั้น (ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องจริง)
ควรพยายามมองความจริงในทุกแง่มุม
แล้วเลือกใช้สิ่งที่มีประโยชน์ ไม่เลือกสิ่งที่บันทอนแรงกายแรงใจ
ถ้าเต็มใจทำสิ่งที่ยาก แล้วชีวิตก็จะง่าย .. อย่างงั้นแหละ

11. เรียนรู้เพื่อการเติบโตตลอดเวลา
จริงจังต่อการพัฒนาตัวเอง แต่อย่าดันทุรังทำสิ่งเดิมๆที่เคยไม่ได้ผล (แบบล้มท่าเดิมซ้ำๆ)
เปิดรับมุมมองใหม่ๆ ที่ต่างออกไปจนถึงที่ตรงกันข้ามสุดๆ (ก็ไม่มีอะไรจริง นิ..ขอแค่ให้มันเข้าท่า)
ที่สำคัญต้องเก่งหรือเชี่ยวชาญที่สุดในเรื่องที่กำลังทำ
ไม่งั้นก็ต้องหาสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน (ในละแวกนั้น)
ความเก่ง มาจากการเรียนรู้ฝึกฝน
(เบสิกจังว่ะข้อนี้)
….

จริงๆ หนังสือได้ว่าไว้ 17 หัวข้อ ..แต่ขอเขียนสรุปไว้เพียงเท่านี้
ส่วนรายละเอียดที่อาจพลาดไป ต้องไปอ่านในหนังสือ

เพิ่มเติม
- ควรเป็นนักโปรโมต และนักโฆษณาที่ดี เพื่อเสนอคุณค่าของตัวเอง และสิ่งที่ทำออกมา
- คิดใหญ่เข้าไว้ (เช่น คิดไอ้ที่ใช้ได้กับคนมากๆ)

แต่สุดท้ายแล้วทั้งหมด ก็เป็นเรื่องระหว่างคนกับคน
คนคิด คนทำ คนใช้ .. คนนิยาม
เอ้อ มันก็แค่นั้น

January 16, 2010 at 3:17 pm Leave a comment

เรื่องของบัตร

เรื่องของบัตร

บัตรที่ว่าได้แก่บัตรพนักงาน และบัตรสมาชิก
หาก search หาจะเห็นว่ามีหลายเว็บไซด์ที่รับทำบัตรประเภทต่าง ๆ
บัตรพนักงานจะมีหลายรูปแบบเช่น แบบที่ปรินท์จากเครื่องอิงค์เจ็ทซึ่งมีราคาถูก และแบบที่พิมพ์กับบัตร PVC จะมีราคาแพงขึ้นมาหน่อย
แต่ก็ทนทานแต่สวยกว่า โดยราคาบัตรก็แน่นอนต้องขึ้นอยู่กับปริมาณที่สั่ง ถ้าสั่งมากราคาต่อใบก็ถูกลงมาก
ราคาบัตรพนักงานแบบ PVC ความหนาเท่าบัตร ATM ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 50-55 บาทเมื่อสั่ง 50-100 ใบ ซึ่งบางที่อาจมีพิมพ์สีด้านหลังด้วย
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นควรเลือกร้านที่ให้เราพิมพ์ใบต่อไปได้ไม่จำกัดจำนวนขั้นต่ำ พร้อมราคาเท่าเดิมหรือแพงกว่าเดิมไม่มากนัก

ส่วนบัตรสมาชิก ปัจจุบันจะมีความหนาอยู่ 3 ขนาดได้แก่ 0.3, 0.5 และ 0.76 มม. แต่ในส่วนตัวมีความเห็นว่าควรใช้บัตรขนาด 0.5 มม. น่าจะเป็นขนาดที่เหมาะสมและน่าพกใส่กระเป๋าตังมากกว่าขนาด 0.76 ที่ดูหนาเกินไป .. และอาจเพิ่มความไฮโซให้แก่บัตรโดยใช้เนื้อแบบมุกพิมพ์แทนบัตรแบบธรรมดา (แต่ก็ต้องระวังบัตรบางสีที่ใช้เนื้อมุกแล้วดูเห่ยแทน)

อย่างไรก็ตามไม่ควรเล่นสีดำในส่วนที่ไม่ใช่ตัวอักษร หรือถ้าเล่นก็ต้องแน่ใจว่าร้านที่ทำบัตรให้พิมพ์สีดำใส่บัตรได้เนียนพอสมควร เพราะจะเห็นหลายที่ที่พิมพ์สีดำทับเข้าไปทีหลังทำให้ดูไม่สวยและแยกเนื้อออกมาจากสีอื่น ๆ

นอกจากนี้การเลือกสายคล้องบัตรก็จำเป็น เพราะเนื้อผ้าและขนาดของสายคล้องบัตรก็สำคัญต่อรูปลักษณ์ขององค์กรเช่นกัน

การออกแบบบัตร ก็ควรเป็นแบบเรียบ ๆ แต่ดูโก้เก๋

October 1, 2008 at 5:43 pm Leave a comment

กลยุทธ์การเจาะตลาดต่างประเทศเชิงปฏิบัติ รุ่นที่ 7 :14-15 มิ.ย.51

กลยุทธ์การเจาะตลาดต่างประเทศเชิงปฏิบัติ รุ่นที่ 7 :14-15 มิ.ย.51

กลยุทธ์ การเจาะตลาดต่างประเทศเชิงปฏิบัติ
International Marketing Penetration Strategy : Practical Approach
รุ่นที่ 7 : 14-15 มิถุนายน 2551
การฝึกอบรมโดยบรรยายควบคู่ไปกับการเล่น Simulation Game
และการบรรยายแบบโต้ตอบ 2 ทาง ( Interactive Lecture )
เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมเข้าใจการเจาะตลาดต่างประเทศอย่างชัดแจ้ง (more…)

May 13, 2008 at 6:33 pm 1 comment

หลักสูตร Mini MBA.Logistics and Supply Chain รุ่นที่ 3

หลักสูตร Mini MBA.Logistics and Supply Chain รุ่นที่ 3

เปิดอบรม 7 มิ.ย. 51 (โปรโมชั่นเดิม สำหรับผู้ลงทะเบียนก่อน 10 ท่านแรก รับส่วนลด 10% )

หลักสูตร Mini MBA (Logistics and Supply Chain Management)

เป็นหลักสูตรมาตรฐานในการพัฒนาบุคลากรที่ทำงานในด้านโลจิสติกส์จะได้เรียนรู้ถึงพื้นฐานในการสร้างแนวทางการจัดการและการดำเนินการทางธุรกิจได้อย่างถูกต้องและครบวงจร รวมทั้งการเข้าถึงหัวใจสำคัญทางการค้าด้วยโลจิสติกส์และการจัดการซัพพลายเชน และการเรียนรู้เกี่ยวกับการขนส่ง รูปแบบต่างๆ เพื่อให้การบริหารต้นทุนมีประสิทธิภาพสูงสุดและสามารถแข่งขันในการดำเนินการค้าระหว่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น สถาบันโลจิสติกส์แห่งเอเชีย (Asian Institute of Logistics : AIL ) ได้ร่วมกับ สมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (Thai International Freight Forwarders Association : TIFFA) โดย โรงเรียนธุรกิจการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ (International Transport & Business School : ITBS) จัดหลักสูตรดังกล่าวขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนามาตรฐานบุคลากรด้านโลจิสติกส์ให้ได้รับความรู้ ศาสตร์และศิลป์ด้านโลจิสติกส์ และการจัดการซัพพลายเชนสมัยใหม่ อีกทั้งสามารถวิเคราะห์และสังเคราะห์จากกรณีศึกษา และนำเอาประสบการณ์ไปประยุกต์ใช้งานในองค์กรให้มีศักยภาพสูงขึ้น (more…)

May 13, 2008 at 5:51 pm 6 comments

… ช่วงเวลา …

ผม search หาคำว่า “โตเป็นผู้ใหญ่” เพราะอยากรู้ว่า คนอื่นเค้าโตเป็นผู้ใหญ่กันยังไง
ผมถามเพื่อนหลาย ๆ คนใน msn ว่า “พวกแกโตเป็นผู้ใหญ่กันยังว่ะ”
และ “ยัง” ก็เป็นคำตอบที่ผมได้รับ

สำหรับต้นไม้ .. ผมพบว่า พวกเขาโตเป็นผู้ใหญ่ ก็เมื่อเขาโตเต็มวัยพร้อมผสมพันธุ์
แต่สำหรับคน เราต่างรู้กันดีว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น คงไม่ต้องให้พูดต่อว่าคนเราพร้อมผสมพันธุ์กันเมื่อไหร่ (เพราะผมก็จำไม่ได้)

ตอนผมอยู่ปีหนึ่งผมรู้สึกว่าพี่ปี 3 ปี 4 ที่สโมสรนักศึกษา ฯ ช่างดูเป็นผู้ใหญ่เหลือเกิน
และผมหวังว่าผมจะเป็นเช่นนั้นในสักวัน

แต่เมื่อผมเติบโตไปปีสอง ปีสาม ปีสี่ จบออกมาทำงานแล้ว เรียนต่ออีกรอบแล้ว ผมก็ไม่รู้สึกว่าผมได้โตเป็นผู้ใหญ่
ผมเติบโต .. แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นผู้ใหญ่

ถึงอย่างไรเพื่อน ๆ ที่ต่างเติบโตตามกันมาพร้อมผม ก็ยังไม่เป็นผู้ใหญ่เต็มที่นัก แม้จะแต่งงานไปบ้างแล้ว
หรือแม้กระทั่งรุ่นพี่ที่ผมเคยคิดว่าเขาเป็นผู้ใหญ่ ก็อาจไม่ได้เป็นผู้ใหญ่มากอย่างที่ผมเคยคิด

ยังไม่มีใครก้าวนำใครมากนัก ..

คำถามทั้งหมดทั้งมวลของผม ก็เพื่อทบทวนตัวเอง ถึงสิ่งที่ผมต้องทำ
เพราะผมจำเป็นต้องก้าวไปเป็นผู้ใหญ่ โดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป

แน่นอนว่าแทบทุกคนก็ต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ (ถ้าคุณยอมโต)
แต่ ณ วันเวลาที่ผมต้องตัดสินใจ เพื่อก้าวไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่นั้น
ผมพบว่ามันน่าเศร้า และดูเงียบเหงา
ผมจึงยังไม่กล้าที่จะเดินเข้าไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่อย่างมั่นคง

ผมเป็นคนประเภทคิดคล้ายผู้ใหญ่ แต่นิสัยคล้ายเด็ก
ดังนั้นการที่ผมจะเป็นผู้ใหญ่ ผมอาจจะไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนความคิดมากนัก
แต่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างใหญ่หลวง

นั่นทำให้ผมรู้สึกเศร้า
เหมือนกับการลาจากตัวตนเสี้ยวหนึ่งที่เคยคบหามานาน

แม้จะเศร้า แต่ก็ต้องเติบโต ..
หาไม่แล้ว ผมคงจะต้องเสียสิ่งที่สำคัญกว่าแค่ตัวตนของผมไป!

April 21, 2008 at 9:25 am 1 comment

คู่มือเตรียมตัวเพื่อการอยู่ญี่ปุ่นเกิน 1 เดือน (ในฤดูหนาว)

1. เตรียมครีมทาผิว ไว้ทาผิวหลังอาบน้ำเสร็จทันที ไม่งั้นผิวจะแห้งแตกภายใน 1-2 สัปดาห์
2. เตรียมครีมทามือ หลังล้างมือทุกครั้ง ไม่งั้นมือจะแตกแดงภายใน 2 สัปดาห์
3. เตรียมครีมไว้ทาหน้า หลังล้างหน้าทันที ไม่เช่นนั้นหน้าจะลอก หรือแพ้ ได้เช่นกัน
4. ซื้อที่กรองน้ำ กรณีที่ที่พักไม่มีที่กรองน้ำให้ เนื่องจากที่ญี่ปุ่นไม่มีตู้หยอดเหรียญกดน้ำให้ และน้ำก็แพงและหายากมาก ๆ ขวดละประมาณ 100 yen ขึ้นไป ปัจจุบัน (เดือนเมษายน ปี 2551) เครื่องกรองน้ำของยี่ห้อ National จะค่อนข้างถูกสุด อยู่ที่ 3000 yen นิด ๆ ใช้กรองน้ำได้ 10 ลิตร จำนวน 90 วัน หรือ 3 เดือน จากนั้นก็ให้เปลี่ยนใส้กรองใหม่ราคาประมาณ 1000 yen ในอีก 3 เดือนข้างหน้า …
5. กรณีมาใหม่ ๆ และต้องเดินทางหาที่พัก หรือไม่รู้จุดหมายที่แน่นอน ให้เตรียมรองเท้าผ้าใบที่ใส่เดินสบาย และผ้ายืดรัดน่อง เพราะหนทางข้างหน้าไม่แน่นอน .. อาจจะต้องเดินจากขาโป่งก็เป็นได้ … แต่หลังจากชินแล้วก็จะดีเอง
6. กรณีอยู่เกิน 3 เดือน ให้เตรียมรูปขนาด 3.5 x 4.5 ซ.ม. เพื่อไปทำบัตรเอเลี่ยนการ์ด .. แต่อย่างไรก็ตามสามารถไปถ่ายตามตู้ที่ตั้งไว้ในรถไฟใต้ดินได้เหมือนกัน ราคาค่าถ่าย 6 รูป (1 ใบ) อยู่ที่ 500 – 1000 yen ยังไงก็ตามควรแต่งหน้าทำผมก่อนลงมือถ่าย บางตู้จะสามารถถ่ายใหม่ได้หลายครั้ง บางตู้จะถ่ายใหม่ได้แค่ 2 ครั้ง และตู้ที่ใกล้สำนักงานเขตที่ต้องไปทำเอเลี่ยนการ์ดจะแพงกว่าตู้ทั่ว ๆ ไป ที่สำคัญตู้ส่วนใหญ่จะเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ก็พอเดาได้ไม่ยากนัก

to be continue…

April 2, 2008 at 11:12 am 2 comments

Summary ทักษะการเป็นที่ปรึกษา (Internal Consultant-IC)

Internal Consultant (IC) (ที่ปรึกษาภายในองค์กร) ต่างจาก External Consultant (ซึ่งถูกจ้างให้เป็นที่ปรึกษา) ตรงที่จะต้องรู้ลึกถึงกระบวนการ และสามารถนำความคิดออกไปสู่การปฏิบัติได้

คุณสมบัติสำคัญ 3 ประการที่ IC จะต้องมีก็คือ

1. Technical Skills คือรู้จริงในสิ่งที่ให้คำปรึกษาอยู่ ดังนั้น IC จึงต้อง update ตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป๋นการอ่านหนังสือ การเข้าสัมมนา เป็นสมาชิกชมรม ฯลฯ เพราะความคาดหวังแรกของลูกค้าที่มีกับ IC ก็คือ “ต้องรู้มากกว่าเขา”

2. Interpersonal Skills คือทักษะในการสร้างสัมพันธ์กับผู้อื่น สร้างความไว้ใจ (Trust) และความเชื่อถือ (Credibility) ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เพราะเป็นเรื่องที่จะทำให้โครงการของเราสำเร็จหรือไม่ ถ้าหากลูกค้าไม่เชื่อเราแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะผลักดันให้โครงการใดๆ สำเร็จได้

3. Consulting Skills คือทักษะในการให้คำปรึกษา และการใช้กระบวนการให้คำปรึกษาอย่างมืออาชีพ

(more…)

April 1, 2008 at 10:03 am Leave a comment

Bye Bye Pei

เนื่องจากน้องที่บ้านพัก นามว่าเฟ (Pei) ย้ายออก เลยมีการถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันหน่อย
Because of Pei, the younger chenese friend at my place had to move out; we would take the photo together on March 28th.

pei0001.jpg

เรียงตามรูป ได้แก่ คุณพี่ด็อง (ทำไมรูปถ่ายตาตี่ชะมัดเลยฟร่ะ) คุณน้องไมล์ส (น้องของไมล์สเป็นดาราด้วย) และ คุณน้องเฟ ที่ย้ายออก
This pic composes of K.P’Dong (why his eye look small in this pic pha~), K.Nong Miles (His one brother is an actor) and K.Nong Pei (who was moving out), respectively

คนอื่น ๆ หายไปไหน!!! ทะมายถ่ายกันอยู่แค่นี้ … คนอื่น ๆ ยังไม่กลับมาหนะสิ และจริง ๆ มันก็ทีอยู่แค่ 5-6 คน เท่านั้นแหละ
And where are other people?
Actaully, we have only 5-6 people in this place and other people hadn’t been here at that time.

น้องเฟไม่อยู่และ .. คิดถึงชะมัดเลย ปกติป๋มจะทำงานอยู่บริเวณนี้แหละ แล้วน้องเฟ น้องไมล์ส และเจ๊โมนิก้า ก็จะออกมาเข้าห้องน้ำหรือหาของกินกันเป็นประจำ โดยเฉพาะน้องเฟเป็นขาประจำเข้าห้องน้ำทีเดียว … มันไม่อยู่แล้วเหมือนวงจรคนเปิดประตูมาทักทายหายไป .. ฮ่า
Nong Pei ‘ve already left. I used to say hello with Pei at night when I was working on the living room and he wanted to use our rest room. I also say Hi with Miles and Monica but saying with Pei is more usual. After he left, my night life is more silent a bit from before.

ขอให้โชคดีคับน้อง
Good Luck Nong Pei.

March 29, 2008 at 8:40 pm Leave a comment

ไข่ กับ ไก่ (Egg and Chicken)

ไข่ที่โตเกียวนี่ก็แพงใช่ย่อย แพ็กนึง 10 ฟองก็ปาไปสองร้อยกว่าเยน (เจ็ดสิบกว่าบาท) เฉลี่ยแล้วฟองละเกือบ 7 บาท ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับร้านที่ซื้อด้วย ตัวอย่างเช่น ไข่จาก supermarket ราคาประมาณแผงละ 250 เยน ก็ถือว่าแพงทีเดียว แต่หากไปซื้อไข่ตามร้านขายผักจะอยู่ที่ประมาณร้อยห้าสิบเยน หรือสี่สิบกว่าบาทซึ่งพอ ๆ กับบ้านเรา ส่วนเนื้อสัตว์ส่วนใหญ่จะค่อนข้างแพงขีดละเป็นร้อย (เยน) … ถ้าเป็นไปได้ควรไปซื้อที่ตลาดเลยจะถูกกว่า ขีดละไม่เกินร้อย (เยน) ด้วยเหตุอันนี้จึงดั้งด้นไปซื้อเนื้อหมู และเนื้อไก่จากตลาดที่อุเอโนะ เพราะได้ปริมาณมากกว่าในราคาเท่ากัน เย้!!

Egg price in Tokyo is a bit expensive. 10 eggs cost around 250 yen (60-70 baht). Averaging only one egg is around 7 baht.. but It depends on the shop we can find and buy. For example, a pack of egg from some supermarket will cost us only 250 yen, It’s a little expensive but if you buy eggs from the vegetable shop, It will cost around 150 yen. For any meat; please buy them from the market, It will be cheaper.

สำหรับครื่องปรุง ของสดที่ใช้ทำอาหารไทย .. ไม่ว่ายังไงก็แพงกว่าราคาที่ไทยเกือบ 3-4 เท่าทั้งน้าน.. (ก็เค้าขนผ่านเครื่องบินมาชะม่ะ?) อยากกินอาหารไทยก็อดใจรอกลับไปกินที่บ้านดีกว่าคับ
Anywhere, for Thai condiment, the price alway costs 3-4 times from thai price.. (may because of airplane fee). If I want to eat thai foods, I will have to wait until I be back to thailand .. I guess that.. ha ha ha

ปิดท้ายด้วยเมนูไข่กับไก่
Finish with Egg and Chicken menu. (Please see the picture in below.. I’m too lazy to describe them… ho ho ho… very sleepy now.. because I waked up at 1 a.m. today =_=)

ไข่

ไข่ตุ๋นตามรูปนี้ กำเนิดจากการที่บ้านพักไม่มีซึ้งนึ่ง เลยจัดการตอกไข่ใส่จานเติมซอสปรุงรสและน้ำลงในไข่พอประมาณ วางในหม้อธรรมดาที่ใส่น้ำเตรียมไว้แล้ว เปิดไฟเตาแก๊ส แล้วก็หาจานมาปิดปากหม้อแง้มไว้สักเล็กน้อย รอจนดูท่าทางเหลืองอร่าม ก็กินได้ หมายเหตุ เพิ่งรู้ว่าถ้าใช้ไอ้ที่ตีไข่ (ฝรั่งเรียก whisk) มาตีไข่ (ฝรั่งเรียกการกระทำนี้ว่า whisk เช่นกัน) จะทำให้ไข่ออกมาสวยงามไม่มีฟองอากาศ โอ้ว .. (โง่นิหว่าเรา)

ไก่

รายการต่อไปอันนี้เป็นซุปไก่สูตรที่บิดาเคยทำให้รับประทานเมื่อครั้นยังอยู่ที่บ้าน (ที่บ้านมีซุปไก่สองสูตร คือ สูตรบิดา กับ สูตรมารดา ซึ่งต่างกันที่ความเข้มข้น) สูตรที่ลอกเลียนบิดามาดังกล่าวไม่รู้ว่ามั่วนิ่มรึเปล่า แค่จำได้เลา ๆ ว่าให้ใช้น้ำน้อย ๆ มาต้มไก่ที่หมักไว้แล้ว จากนั้นนำมะเขือเทศผ่าครึ่งไปต้มรวมกัน บี้มะเขือเทศเล็ก ๆ ให้เข้าไปรวมกับน้ำ ต้มไปพร้อม ๆ กับมันฝรั่ง และแครอท (จริง ๆ ต้องมีหัวหอมด้วย แต่ไม่ได้ซื้อมา) ใช้ไฟปานกลาง ปรุงนิดหน่อยด้วยซีอิ้วขาวสูตรญี่ปุ่น … แล้วก็ต้มไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมันและแครอท เริ่มนิ่ม .. เสร็จสรรพก็กินได้ทันที สำหรับซุปไก่แครอทมันฝรั่งอันนี้ ก็ทำไว้กินได้ 2 มื้อ (ไก่ 5 ขา) … แต่ไอ้รูปที่เอามาโชว์มันถูกกินไปแล้วเมื่อตอนมื้อกลางวัน

จบแล้วราตรีสวัสดิ์
Bye Bye .. Have a good meals!!

March 29, 2008 at 7:51 pm Leave a comment

Older Posts


Recent Posts

Tags


Follow

Get every new post delivered to your Inbox.